spot_img

เจาะลึกการเทรดด้วย Divergence เทคนิคจับจุดกลับตัว แม่นยำสูง

เคยเจอปัญหานี้ไหมครับ? เห็นราคาวิ่งขึ้นไปแรงๆ เราก็รีบกระโดดเข้า Follow Buy เพราะกลัวตกรถ แต่พอซื้อปุ๊บ… ราคาร่วงลงทันที! หรือบางครั้งเห็นราคาลงแรงๆ นึกว่าจะลงต่อ แต่กลายเป็นจุดต่ำสุดแล้วราคาก็ดีดกลับอย่างรุนแรง

สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราดูแต่ “ราคา” แต่ไม่ได้ดู “ไส้ใน” หรือ Momentum ของตลาดครับ

วันนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคที่เรียกว่า “Divergence” (ไดเวอร์เจนซ์) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณทางเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดในการบอกว่า “เทรนด์นั้นกำลังจะหมดแรง” หรือ “กำลังจะไปต่อ” ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการติดดอยและหาจุดเข้าคมๆ ได้ครับ

Divergence คืออะไร?

Divergence คือ สภาวะความขัดแย้งกันระหว่าง การเคลื่อนที่ของราคา (Price Action) กับ อินดิเคเตอร์ (Indicator) โดยปกติแล้ว ถ้าเราใช้ Indicator ประเภท Momentum (เช่น RSI, MACD) เมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) อินดิเคเตอร์ก็ควรจะทำจุดสูงสุดใหม่ตามไปด้วย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ ราคาทำ New High แต่ Indicator ไม่ทำ New High” นั่นแหละครับคือสัญญาณเตือนภัยที่เรียกว่า Divergence แปลว่าแรงซื้อเริ่มหมด และกราฟอาจมีการกลับตัวเร็วๆ นี้

Divergence

ประเภทของ Divergence ที่เทรดเดอร์ต้องรู้

Divergence ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. Regular Divergence (สัญญาณกลับตัว)

นี่คือรูปแบบที่เจอบ่อยที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุด ใช้สำหรับหาจุดกลับตัวของเทรนด์ (Reversal Pattern)

  • Bullish Divergence (สัญญาณกลับตัวขึ้น) :

bullish divergence

Bullish Divergence จะเกิดขึ้นในแนวโน้มขาลง สังเกตได้ว่าราคา ได้ทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ RSI (Indicator)  ยกตัวสูงขึ้น ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ ความหมายแรงขายเริ่มหมด เตรียมตัว Buy

  • Bearish Divergence (สัญญาณกลับตัวลง):

bearish divergence

    • เกิดขึ้นในขาขึ้น
    • ราคา: ทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High)
    • Indicator: ปรับตัวลดลง ทำจุดยอดต่ำลง (Lower High)
    • ความหมาย: แรงซื้อเริ่มหมด เตรียมตัว Sell

Bearish Divergence จะเกิดขึ้นในแนวโน้มขาขึ้น สังเกตได้ว่าราคา ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) แต่ RSI (Indicator)  ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ความหมายแรงซื้อเริ่มหมด เตรียมตัว SELL

2. Hidden Divergence (สัญญาณไปต่อ)

หลายคนมองข้ามตัวนี้ แต่จริงๆ แล้วมันแม่นยำมาก เพราะเป็นการเทรดตามเทรนด์เดิม (Trend Continuation)

  • Hidden Bullish Divergence

Hidden Bullish Divergence

Hidden Bullish Divergence  เกิดในแนวโน้มขาขึ้น โดยราคาทำ Low สูงขึ้น (Higher Low) แต่ Indicator ทำ Low ต่ำลง โดยราคามีโอกาสขึ้นต่อ

  • Hidden Bearish Divergence

Hidden Bearish Divergence

Hidden Bearish Divergence  เกิดในแนวโน้มขาลง โดยราคาทำ Lower High หรือจุดสูงสุดต่ำลง  แต่ RSI (Indicator) ทำจุดสูงสุด (new high) โดยราคามีโอกาสลงต่อ

อินดิเคเตอร์ยอดฮิต สำหรับดู Divergence

ไม่จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์แปลกๆ เครื่องมือพื้นฐานเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว:

  1. RSI (Relative Strength Index): นิยมที่สุด ดูง่ายและชัดเจน
  2. MACD (Moving Average Convergence Divergence): ดูความขัดแย้งของ Histogram หรือเส้น Signal
  3. Stochastic Oscillator: เหมาะสำหรับการดูรอบสั้นๆ

เทคนิคการเข้าเทรดและข้อควรระวัง

แม้ Divergence จะแม่นยำ แต่ ห้ามเข้าเทรดทันทีที่เห็น” เพราะในเทรนด์ที่แข็งแรงมากๆ ราคาอาจจะเกิด Divergence ซ้ำซ้อน (ทำ New High ไปเรื่อยๆ แม้ Indicator จะขัดแย้ง) จนพอร์ตแตกได้

วิธีที่ถูกต้องคือ :

  1. รอสัญญาณยืนยัน (Confirmation): เช่น รอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick Pattern) อย่าง Pin Bar หรือ Engulfing ก่อน
  2. ใช้ร่วมกับแนวรับ-แนวต้าน: ถ้าเกิด Divergence ที่บริเวณแนวต้านสำคัญ จะมีความแม่นยำสูงขึ้นมาก
  3. วาง Stop Loss เสมอ: วางไว้เหนือจุด High เดิม (สำหรับขาลง) หรือใต้จุด Low เดิม (สำหรับขาขึ้น)

สรุป

การเทรดด้วย Divergence เป็นเหมือนการอ่านภาษาของตลาดว่า “แรง” ยังเหลืออยู่ไหม ช่วยให้เราไม่ไล่ราคาและได้ต้นทุนที่ดีกว่าคนอื่น ลองนำเทคนิคนี้ไปฝึกสังเกตกับกราฟย้อนหลัง (Backtest) ดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นโอกาสทำกำไรที่ซ่อนอยู่!

Related Articles

5 อันดับ โบรกเกอร์ Spread แคบที่สุด

Latest Articles