ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกที่ การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้ากระดานหุ้นหรือการเดินไปต่อคิวซื้อทองที่เยาวราชอีกต่อไป “การเทรดทองออนไลน์” กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย เพราะทำได้ง่าย รวดเร็ว ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก และเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
แต่เมื่อมีคำว่า “กำไร” เข้ามาเกี่ยวข้อง คำถามยอดฮิตที่ตามมาติดๆ ในใจของนักลงทุนทุกคนก็คือ “เทรดทองออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?” และ “สรรพากรจะตรวจสอบหรือเปล่า?” ยิ่งในช่วงปี 2567 – 2569 ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการใหม่ๆ มากมายเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นเรื่องภาษีที่สายเทรดทองต้องรู้ เพื่อให้คุณลงทุนได้อย่างสบายใจและไม่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังครับ

เทรดทองออนไลน์ แบ่งเป็นกี่ประเภท? (รู้ก่อน จะได้เสียภาษีถูก)
ก่อนจะตอบว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ เราต้องแยกประเภทของการเทรดทองออนไลน์เสียก่อน เพราะกฎหมายภาษีของไทยปฏิบัติต่อ “รูปแบบการเทรด” แต่ละประเภทไม่เหมือนกัน โดยหลักๆ เราสามารถแบ่งการเทรดทองออนไลน์ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้:
- ซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันร้านทองในไทย (Gold Online): เช่น แอปพลิเคชันของ ฮั่วเซ่งเฮง, YLG, แม่ทองสุก หรือ Ausiris เป็นการซื้อขายทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% หรือ 99.99% ผ่านระบบออนไลน์ โดยนักลงทุนสามารถเลือกที่จะ “ขอรับเป็นทองคำจริง” (Physical Gold) หรือเทรดทำกำไรส่วนต่างเฉยๆ ก็ได้
- สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Gold Futures / Gold Online Futures): เป็นการเทรดสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาด TFEX (Thailand Futures Exchange) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย
- เทรดทองกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ (Spot Gold / CFD / Forex): เป็นการเก็งกำไรราคาทองคำโลก (XAU/USD) ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเทรดสัญญาส่วนต่าง (Contract for Difference) โดยไม่มีการส่งมอบทองคำจริง
เจาะลึก! เทรดทองออนไลน์ประเภทไหน ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง?
เมื่อรู้ประเภทแล้ว เรามาดูกันชัดๆ ว่าแต่ละประเภทมีเกณฑ์การเสียภาษีที่แตกต่างกันอย่างไร ตามกฎหมายของกรมสรรพากรไทยในปัจจุบัน
1. ซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันร้านทองในไทย (แอปฯ คนไทย)
-
เกณฑ์การเสียภาษี: สำหรับบุคคลธรรมดา กำไรจากการขายทองคำแท่ง (Capital Gain) “ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” (ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร) หากถือว่าเป็นการซื้อขายสินทรัพย์เพื่อการออมหรือสะสม
-
ข้อควรระวัง (อัปเดตใหม่): แม้คุณจะยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ล่าสุดกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรได้มีนโยบายให้แพลตฟอร์มเทรดทองออนไลน์ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมให้สรรพากรทราบ นอกจากนี้ รัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” สำหรับธุรกรรมการเทรดทองออนไลน์ที่เน้นเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่มีการส่งมอบทองจริง (เพื่อสกัดการเก็งกำไรที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า) ดังนั้น สายซิ่งผ่านแอปไทยต้องติดตามข่าวสารนี้ให้ดี!
2. เทรดทองในตลาด TFEX (Gold Futures)
-
เกณฑ์การเสียภาษี: กำไร (Capital Gain) ที่ได้จากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาด TFEX สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เป็น “บุคคลธรรมดา” “ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้” เช่นเดียวกับกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณจึงสามารถเทรดทำกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีปลายปี
3. เทรดทองกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ (Forex / CFD)
-
เกณฑ์การเสียภาษี: “ต้องเสียภาษี หากนำเงินกำไรกลับเข้าประเทศไทย” * กฎใหม่สรรพากร (มีผล 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป): หากคุณเทรดทองผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศและได้กำไร ไม่ว่าคุณจะทำกำไรได้ในปีไหนก็ตาม หากคุณนำเงินกำไรนั้นโอนกลับเข้ามาในบัญชีธนาคารประเทศไทย คุณจะต้องนำเงินส่วนนั้นมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่นำเงินเข้ามา (อัตราภาษีแบบขั้นบันได 5% – 35%)
-
หมายเหตุ: กฎหมายนี้บังคับใช้กับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้นๆ ด้วย

อัปเดตด่วน! มาตรการคุมเข้มเทรดทองออนไลน์ที่ส่งผลต่อเทรดเดอร์ (ปี 2568-2569)
ทำไมช่วงนี้ข่าวเรื่องภาษีและการคุมเข้มเทรดทองออนไลน์ถึงหนาหู? สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนรายใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการเก็งกำไรระยะสั้นปริมาณมหาศาล (ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงต้องงัดมาตรการต่อไปนี้มาจัดการ:
- คุมเพดานการซื้อขาย: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มจำกัดเพดานการซื้อขายทองคำออนไลน์สูงสุดต่อวัน (เช่น ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อวันสำหรับบุคคลธรรมดา) เพื่อลดความผันผวน
- การส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร: แพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์ในไทย จะต้องถูกบังคับให้รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้าให้กับกรมสรรพากร เช่นเดียวกับกฎหมาย e-Payment และผู้ให้บริการ e-Commerce ทั่วไป ทำให้สรรพากรรู้เส้นทางการเงินของนักเทรดชัดเจนขึ้น
- เล็งเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ”: อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มาตรการนี้พุ่งเป้าไปที่ “นักเก็งกำไร” ที่เทรดแบบไร้การส่งมอบจริง แต่รัฐยืนยันว่าจะไม่ให้กระทบกับประชาชนทั่วไปที่ซื้อทองคำเพื่อการออม หรือร้านทองตู้แดงที่ขายตามปกติ
วิธีเตรียมตัวและวางแผนภาษีสำหรับนักเทรดทอง
เมื่อรู้เกณฑ์และทิศทางของกฎหมายแล้ว นี่คือสิ่งที่คุณในฐานะเทรดเดอร์ควรเตรียมพร้อม เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับกรมสรรพากรในอนาคต:
- สายพอร์ตต่างประเทศ (Forex/CFD): ต้องบริหารกระแสเงินสดให้ดี หากพอร์ตมีกำไร การโอนเงินเข้าไทยจะต้องเสียภาษี คุณอาจต้องวางแผนนำเงินเข้าไทยในปีที่คุณมีฐานภาษีต่ำ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อหาทางลดหย่อนที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- บันทึกบัญชีการเทรด (Trade Log) ให้ชัดเจน: ไม่ว่าคุณจะเทรดแพลตฟอร์มไหน ควรเก็บประวัติการฝาก ถอน และกำไรขาดทุนไว้เสมอ หากสรรพากรเรียกตรวจสอบ คุณจะได้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเงินส่วนไหนคือ “เงินต้น” และส่วนไหนคือ “กำไร” (เพราะเราเสียภาษีเฉพาะส่วนของกำไรเท่านั้น)
- แยกบัญชีธนาคาร: ควรมีบัญชีธนาคารที่ใช้สำหรับการลงทุนโดยเฉพาะ แยกออกจากบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อให้ง่ายต่อการดึง Statement และตรวจสอบเส้นทางการเงิน
สรุป
หากจะตอบคำถามที่ว่า “เทรดทองออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?” คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณเทรดกับใคร และเป็นสินค้าประเภทใด” ถ้าคุณเทรด TFEX หรือซื้อทองคำแท่งเพื่อการออมผ่านแอปฯ ในไทย ตอนนี้ยังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าคุณเทรดทองผ่านโบรกเกอร์เถื่อนหรือโบรกเกอร์ต่างประเทศ และโอนกำไรกลับเข้าไทย คุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายใหม่
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่รู้กฎหมายภาษีมีความเสี่ยงยิ่งกว่า! อย่าลืมอัปเดตข่าวสารจากกรมสรรพากรและ ธปท. อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเติบโตของพอร์ตลงทุนของคุณเป็นไปอย่างยั่งยืนครับ





