spot_img

แนวรับ-แนวต้าน คืออะไร? วิธีตีเส้นให้แม่นยำ (ฉบับจับมือทำ)

ปัญหาโลกแตกของมือใหม่หัดเทรดคือการ “ตีเส้นแนวรับแนวต้าน”

บางคนตีเส้นเยอะจนกราฟลายตาเป็น มองไม่เห็นแท่งเทียน

บางคนตีเส้นไว้ดิบดี แต่ราคาพุ่งทะลุผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บทความนี้จะพาคุณกลับมาสู่พื้นฐานที่สำคัญที่สุด เราจะมาเรียนรู้วิธีหา “แนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญ” จริงๆ เพื่อใช้หาจุดเข้าซื้อและจุดขายทำกำไรอย่างแม่นยำ

แนวรับแนวต้าน คืออะไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องมองว่าแนวรับแนวต้านคือ “สมรภูมิรบ” ระหว่างแรงซื้อและแรงขายครับ

แนวรับ (Support) = “โซนที่มีแรงซื้อรออยู่” (Demand Zone) 📉

คือระดับราคาที่ตลาดมองว่า “ถูกแล้ว” หรือ “คุ้มค่าที่จะซื้อ” เมื่อราคาลงมาถึงจุดนี้ ฝั่งคนซื้อ (Bulls) จะเข้ามามีบทบาทมากกว่าฝั่งคนขาย ทำให้ราคายุติการลงและ “ดีดตัวกลับขึ้นไป” เปรียบเสมือนมีเบาะรองรับราคาไว้ไม่ให้ร่วงลงต่ำกว่านี้

แนวต้าน (Resistance) = “โซนที่มีแรงขายกดไว้” (Supply Zone) 📈

คือระดับราคาที่ตลาดมองว่า “แพงเกินไป” หรือเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่อยาก “ขายทำกำไร” เมื่อราคาขึ้นมาชนจุดนี้ ฝั่งคนขาย (Bears) จะเทขายของออกมาจำนวนมาก จนชนะแรงซื้อ ทำให้ราคา “ย่อตัวลงมา” เปรียบเสมือนกำแพงที่กั้นไม่ให้ราคาผ่านไปได้ง่ายๆ

Key Takeaway: หน้าที่ของเราคือ “รอซื้อที่แนวรับ (Buy at Support)” และ “รอขายที่แนวต้าน (Sell at Resistance)” ตามจังหวะของตลาดครับ

กฎเหล็ก: แนวรับแนวต้าน ไม่ใช่ “เส้น” แต่คือ “โซน”

ความผิดพลาดอันดับ 1 ของมือใหม่คือ พยายามหา ราคาเป๊ะๆ เพื่อตีเส้นบางๆ เพียงเส้นเดียว

ในความเป็นจริง ตลาดขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มวลชน ราคาอาจจะมีการ Overlap (แลบ) หรือเหวี่ยงตัวเล็กน้อย ดังนั้นให้มองเป็น “โซนราคา” (Zone) หรือแถบสีเหลี่ยมกว้างๆ จะครอบคลุมพฤติกรรมราคาได้แม่นยำกว่าครับ

วิธีตีแนวรับแนวต้าน ให้แม่นยำ (Step-by-Step)

ไม่ต้องตีทุกยอด ทุกหลุม ให้เลือกเฉพาะจุดที่ “แข็งแกร่ง” เท่านั้น โดยสังเกตจาก 3 ข้อนี้:

จุดทดสอบซ้ำๆ (Significant Touch Points):

ยิ่งราคาวิ่งมาชนแล้วไม่ผ่านบ่อยแค่ไหน (Rejection) แสดงว่า ณ ราคานั้นมี Order รออยู่มหาศาล แนวรับ-ต้านนั้นจะยิ่ง “ศักดิ์สิทธิ์” และมีนัยสำคัญสูง

จุดกลับตัวรุนแรง (Major Swing High/Low):

ให้มองหาจุดยอดดอยสูงสุด หรือจุดต่ำสุดที่เป็นลักษณะตัว V-Shape หรือ A-Shape แหลมๆ จุดเหล่านี้คือจุดที่ “รายใหญ่” เข้ามา Action อย่างรุนแรงจนเปลี่ยนทิศทางกราฟได้

เลขกลมๆ (Psychological Levels):

จิตวิทยาของมนุษย์ชอบเลขที่ลงตัว เช่น ราคา 1.5000, 2000, หรือ 30000 ตัวเลขเหล่านี้มักจะกลายเป็นแนวรับแนวต้านโดยธรรมชาติ เพราะคนมักจะตั้ง Pending Order ไว้ที่เลขสวยๆ เหล่านี้

เทคนิคลับ: Role Reversal (เมื่อแนวต้านปลี่ยนหน้าที่)

นี่คือเทคนิคที่เทรดเดอร์ Price Action ใช้ทำกำไรมากที่สุด คือปรากฏการณ์ที่ “แนวต้านเปลี่ยนสถานะเป็นแนวรับ” ซึ่งเทรดเดอร์จะใช้เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ

  • Breakout: เมื่อราคาพุ่งทะลุ “แนวต้าน” ขึ้นไปได้สำเร็จ (ชนะแรงขายได้แล้ว)
  • Change of Polarity: แนวต้านเดิมนั้นจะเปลี่ยนหน้าที่กลายเป็น “แนวรับ” ทันที
  • Retest: จังหวะที่ราคาย่อกลับมาทดสอบแนวต้านเก่า (ที่กลายเป็นรับใหม่) คือจังหวะ Buy ที่ปลอดภัยและได้เปรียบที่สุด

กลยุทธ์เทรดจริงด้วยแนวรับแนวต้าน

Strategy 1: Rejection Trade (เทรดการกลับตัว)

  • วิธี: รอราคามาชนแนวรับ แล้วเกิดแท่งเทียนกลับตัว (เช่น Pin Bar หรือ Engulfing) แสดงการปฏิเสธราค
  • Action: เปิด Buy ที่แนวรับ / ปิด Sell ที่แนวต้าน (เหมาะกับตลาด Sideway)

Strategy 2: Breakout & Retest (เทรดการทะลุ)

  • วิธี: รอให้ราคาปิดแท่งทะลุแนวต้านไปได้อย่างชัดเจน (อย่าเพิ่งรีบตาม เดี๋ยวติดดอย)
  • Action: รอราคาย่อตัวกลับมาทดสอบแนวเดิม (Retest) แล้วค่อยเปิด Buy ตามเทรนด์ (Follow Trend)

สรุป

แนวรับแนวต้าน คือระดับราคาที่มีนัยยะสำคัญ เอาไว้ดูเพื่อหาจุดในการซื้อและขาย เป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ฝึกใช้บ่อย ๆ จะทำให้เทรดได้ดีขึ้น

Related Articles

5 อันดับ โบรกเกอร์ Spread แคบที่สุด

Latest Articles